ประเพณีสงกรานต์

ประวัติ / ความเป็นมา
          ประเพณีสงกรานต์มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จากหลักฐานที่ปรากฏมีเทศนาชื่อ “เทศนามหาสงกรานต์” ได้กล่าวถึงที่มาของสงกรานต์ และกำเนิดของเทพีสงกรานต์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในชนชาติที่นับถือศาสนาพุทธ ชาวไทยรามัญ (มอญ) เองก็เช่นกัน แม้จะอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ครั้งโบราณก็ยังคงวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์เรื่อยมา ไม่ว่าแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆ ทั้งลำน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง หรือป่าสัก และที่อื่นๆ
ประเพณีสงกรานต์นี้ สำหรับชาวมอญถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดในประเพณีรอบปีชาวบ้านม่วงทุกคนที่อาศัยอยู่ที่แห่งใดในประเทศต้องกลับมาบ้านม่วงในช่วงเทศกาลนี้ เพื่อมาร่วมทำบุญและคารวะญาติผู้ใหญ่ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ฯลฯ ปีละครั้ง ชาวบ้านม่วงคนใดไม่กลับมาในเทศกาลนี้ ถือว่าเป็นคนอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เป็นคนนอกศาสนา ไม่รู้คุณค่าของการทำบุญในวันสำคัญ สำหรับชาวพุทธคนประเภทนี้จะเข้าสังคมไม่ได้ เป็นที่น่ารังเกียจของชาวบ้านม่วงอย่างยิ่ง

กำหนดงาน
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ของทุกปี  สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival

กิจกรรม / พิธี
          ก่อนถึงวันเทศกาลสงกรานต์ 1 วัน คือวันที่ 12 เมษายน เรียกว่า “วันสุกดิบ” (สมัยโบราณ เรียกว่า วันเตรียมสงกรานต์) เป็นวันพิเศษสำหรับชาวบ้านม่วงทุกคนทุกบ้านไม่ว่าชาย-หญิง ต่างช่วยกันจับจ่ายจัดหาวัสดุสิ่งของต่างๆ ที่จะนำมาประกอบอาหารคาวหวานตามต้องการ มากน้อยตามฐานะของแต่ละครอบครัวฝ่ายหญิงมีหน้าที่จัดหาอาหารคาวหวาน ฝ่ายชายจัดหาไม้ ผ้า และปลูกศาลเพียงตาหน้าบ้านสูงแค่คอโดยประมาณ ใช้เสาไม้ 4 ต้น ปลูกทางทิศตะวันออกของบ้าน ขนาดกว้าง-ยาวพองามที่ใช้วางเครื่องสังเวยบูชานางสงกรานต์ หรือเทพีสงกรานต์ได้ เสาต้นบนติดแผงไม้ไผ่สานแบบราชวัตร 3 ด้าน มุมหนึ่งติดร่มกันแดดวางไว้เวลาบูชา ต้นใต้พื้นใช้ผ้าขาวพันรอบพองามตามขนาดศาล นอกจากงานตั้งศาลแล้วผู้ชายต้องช่วยฝ่ายหญิงกวนกาละแม เนื่องจากใช้แรงมาก ต้องใช้ผู้ชายช่วย ใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวัน ต่อ 1 กระทะ ระหว่างกวนกาละแมนั้น ชาย-หญิงจะกระเซ้าเย้าแหย่กันแก้เหนื่อย สนุกดีทีเดียว วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ เรียกว่า “วันสงกรานต์ข้าวแช่” เริ่มงานตั้งแต่รุ่งแจ้ง ต้องนำเข้าแช่ 1 ชุด พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน (กับข้าวที่รับประทานกับข้าวแช่ ตามประเพณีต้องมี ยำมะม่วง ยำขนุน และปลาเค็มหวาน กับข้าวนอกจาก 3 อย่างนี้ จะเอาอะไรที่อร่อยๆ ก็ได้) จุดบูชาถวายข้าวแช่แด่เทพีสงกรานต์ โดยตั้งไว้บนศาลเพียงตา เวลาบูชาถวายต้องกล่าวถวายด้วยคำบาลีว่า “อุกาส (3 ครั้ง) โภโต เทวโส ตันนัง กุสสัง มยเคตัง เอหิ ตาน อาคัจฉันติ นิมันติ ปริภุญณโสฯ” เป็นอันเสร็จพิธีต้อนรับเทพีสงกรานต์ประจำปี
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว แบ่งคนนำข้าวแช่ไปถวายพระสงฆ์ สามเณร ตามวัดต่างๆ ตามศรัทธาแต่ต้องพยายามนำข้าวแช่ไปถวายพระสงฆ์ สามเณร ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นโอกาสทำบุญประเพณีปีละครั้งเท่านั้น หลังจากถวายข้าวแช่ตามวัดต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว นำข้าวแช่ไปส่งคารวะญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ แล้วเชิญเพื่อนฝูงรับประทานข้าวแช่ สังสรรค์ตามประเพณีอย่างสนุกสนาน
จากนั้นคนหนุ่มสาวจะชักชวนกันไปชุมนุมในที่สาธารณะ ตรอกซอกซอยในหมู่บ้านเรือนลานกลางบ้าน ซึ่งมีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น ลูกช่วง ลูกสะบ้า หรือเล่นเขาผี เช่น ผีกระด้ง ผีลิง ฯลฯ แต่ก่อนลงมือเล่นต้องสัญญากันว่า ผู้แพ้ต้องรำให้ดู หรือร้องเพลงให้ฟัง บางครั้งพวกขี้แพ้บางคนแกล้งร้องเพลงไม่ได้รำไม่เป็น ตีหน้าตายเรื่อยๆ หัวร่อกันครืนสนุกสนาน พอตกกลางคืนมีแต่การเล่นสะบ้า และมักเปิกโอกาสให้หนุ่มสาววิสาสะดูใจกัน พ่อแม่จะไม่ห้าม ถ้าไม่ถึงขั้นน่ารังเกียจ บางครั้งพ่อแม่จะนั่งดูการละเล่นอยู่ด้วยบางครั้งมีการเล่นเพลงพวงมาลัย มีการร้องรำเกี้ยวพาราสีกัน คล้ายเพลงฉ่อยหรือเพลงเกี่ยวข้าว
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “วันเนา” เป็นวันคาบวันเก่าขึ้นวันใหม่ มีกิจกรรมเหมือนวันที่ 13 เมษายน แต่วันนี้ผู้สูงอายุจะพากันไปวัดถืออุโบสถศีลตั้งแต่เช้า มากที่สุดเป็นเวลา 1 วันกับ 1 คืน
วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “วันเถลิงศก” หรือ วันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ หรือ ปีโหราศาสตร์ มีการส่งข้าวแช่ไปถวายวัดต่างๆ อีกเป็นวันสุดท้าย หรือถ้าในวันนี้มีการสรงน้ำพระ (การสรงน้ำพระอาจจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายนนี้ หรือถ้าต้องการจัดให้ยิ่งใหญ่ อาจจะเลื่อนออกไปอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ชาวบ้านทุกๆ บ้าน จะนิมนต์พระภิกษุชักบังสุกุลอัฐิบรรพบุรุษที่วัด หรือที่เจดีย์บรรจุอัฐิของบรรพบุรุษของตน เพื่อกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ จนใกล้เวลา 15.00 น. ทางวัดจะเคราะห์เป็นสัญญาณบอกชาวบ้านให้ออกไปร่วมกันสรงน้ำพระ โดยสรงน้ำพระพุทธรูปและเจดีย์ก่อน จึงมาสรงน้ำพระภิกษุสามเณรทั้งวัด การสรงน้ำนี้จะสรงแบบอาบทั้งตัวเลย เมื่อสรงน้ำพระเสร็จชาวบ้านทั้งหมดไปรวมกันบนศาลาการเปรียญ ร่วมกันชัก
บังกุศลครั้งใหญ่แก่บรรพบุรุษเป็นครั้งสุดท้ายของประเพณีสงกรานต์จากนั้นชาวบ้านแยกย้ายกันกลับบ้าน เล่นสาดน้ำสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาว เฒ่าแก่ ไม่ถือสาหาความกันจนกลับถึงบ้านจึงสรงน้ำแก่ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่
หากชาวมอญคนใดเกิดในวันขึ้นปีใหม่ ตามประเพณีจะต้องขนทรายเข้าวัด ขนทรายราดถนนหนทาง เพื่อให้อายุยืนยาวและเป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งนำไม้ไปค้ำต้นโพธิ์ ก่อนจะค้ำโพธิ์ต้องนั่งลงพนมมืออธิฐานในใจว่า “ขอให้เคราะห์หามยามร้ายต่างๆ กลายเป็นดี มีความสุขร่มเย็นดุจร่มโพธิ์”แล้วจึงค้ำต้นโพธิ์ (หรือนำไปพิงต้นโพธิ์)
งานสรงน้ำพระประจำปี   หากในวันขึ้นปีใหม่ไม่มีการจัดงานสรงน้ำพระ จะมีการจัดสรงน้ำพระที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในภายหลังโดย ตอนเช้า ชาวบ้านส่วนใหญ่จะออกไปทำบุญตักบาตรที่วัด  ตอนสาย มีขบวนแห่นก แห่ปลา โดยคนหนุ่มสาวจำนวนเป็นร้อย แต่งตัวแบบไทยรามัญอย่างสวยงามมาร่วมกระบวน เริ่มต้นกระบวนที่วัดแห่ไปรอบตำบลพร้อมกลองยาว หรือบางปีเป็นแตรวงระหว่างทางที่กระบวนแห่ผ่านจะมีผู้ศรัทธาบริจาคเงินซื้อนก  ปลา  หย่อนใส่บาตรพระที่เตรียมไว้  เมื่อขบวนแห่กลับถึงวัดจึงจัดตั้งนก ปลา ไว้ให้ผู้ศรัทธาแลกเปลี่ยนไปปล่อย เพื่อสะเดาะเคราะห์  ตอนเย็น มีการสรงน้ำพระตามแบบที่กล่าวข้างต้น

 

1024x300 ประเพณีสงกรานต์

 

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ประเพณีสงกรานต์